Profil von TumTuMFotosBlogListen Extras Hilfe

TuM

Tum Jitmahawong

Beruf
Ort
Interessen
Foto 1 von 3
Es wurden noch keine Listenelemente hinzugefügt.
Es wurden noch keine Listenelemente hinzugefügt.
16 Oktober

Life

Life is wonderful only when you get what is vital for life !
 
 
 
(Guess what it is!)

จะขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส. ได้อย่างไร

จะขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้ง ส.ส. ได้อย่างไร

นายธนัสม์ จิตมหาวงศ์  คณะนิติศาสตร์

มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

                การเลือกตั้ง เป็นกระบวนการหนึ่งในการเชื่อมโยงระหว่างอำนาจอธิปไตยกับประชาชน ซึ่งตามทฤษฎีประชาธิปไตย กระบวนการในการตัดสินใจทางการเมืองในการบริหารประเทศ ว่าจะดำเนินตามนโยบายใด ทำให้ประชาชนจำต้องเลือกพรรคการเมืองเข้าทำการบริหารประเทศ (บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ, 2550: 65) ความชอบธรรมของการเลือกตั้งจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ระบอบประชาธิปไตยขับเคลื่อนไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ

                ปัญหาความชอบธรรมในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เป็นปัญหาที่มีมาควบคู่กับการเลือกตั้ง และก็ยังคงเป็นปัญหาที่สำคัญเป็นลำดับต้น ๆ ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยในวันที่ 23 ธันวาคม พ.ศ.2550 อันเป็นการเลือกตั้งครั้งแรกนับแต่มีการยึดอำนาจโดยคณะปฏิรูปการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขซึ่งองค์กรต่าง ๆ ทั้งในและต่างประเทศต่างให้ความสำคัญและจับตามองการเลือกตั้งครั้งนี้อย่างใกล้ชิด ด้วยความหวังว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง แต่ทว่าเมื่อยังปรากฏปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงให้ประจักษ์ ประเด็นในเรื่องการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจึงยังคงเป็นที่ถกเถียง และมีการวิพากษ์วิจารณ์ถึงกระบวนการในการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงอยู่จนถึงทุกวันนี้

ถึงแม้จะมีความพยายามในการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงผ่านทางการจัดตั้งคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 235 วรรค 1 บัญญัติว่า คณะกรรมการการเลือกตั้ง เป็นผู้ควบคุมและดำเนินการจัด หรือจัดให้มีการเลือกตั้ง หรือการสรรหาสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น แล้วแต่กรณี รวมทั้งการออกเสียงประชามติ ให้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม (คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, 2550: 169) และผ่านการจัดตั้งองค์กรเครือข่ายของเอกชนในการตรวจสอบการเลือกตั้งอีกมากมาย แต่ปัญหาที่สำคัญที่เกิดขึ้นในระบบเลือกตั้งของประเทศไทย นั่นคือ การทุจริตในการเลือกตั้งและการละเมิดกฎหมายเลือกตั้งด้วยวิธีการต่าง ๆ โดยเฉพาะการซื้อสิทธิ์ขายเสียง กลับยังไม่จางหายไปจากระบบการเลือกตั้งของประเทศไทย ซ้ำยังทวีความรุนแรงยิ่งขึ้นเรื่อย ๆ นับแต่นักธุรกิจเข้าสู่ระบบการเมืองโดยตรงในปีพุทธศักราช 2512 ยังผลให้การเมืองไทยกลายเป็นธุรกิจอย่างหนึ่ง ซึ่งสามารถให้ผลตอบแทนคุ้มค่าหรือเกินกว่าทุนที่นักธุรกิจจะใช้ไปในการรณรงค์หาเสียงหรือเอาชนะในการเลือกตั้ง (สีดา สอนศรี, 2546: 2) จนเป็นที่น่าสังเกตว่า เหตุใดการจัดตั้งองค์กรเพื่อควบคุมความชอบธรรมในการเลือกตั้งเหล่านี้จึงไม่บรรลุเป้าหมายในการจัดตั้ง และจะมีแนวทางใดในการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงให้หมดไปจากประเทศไทย

ในการพิจารณาการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงให้หมดไปจากประเทศไทยนั้น สามารถพิจารณาได้เป็นสองส่วนคือ ในส่วนของการพิจารณาถึงแนวทางแก้ปัญหาจากสาเหตุหลักของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง และ ในส่วนของข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาการเลือกตั้งเพื่อลดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง สำหรับการพิจารณาถึงสาเหตุของปัญหา ซึ่งจะได้กล่าวประกอบกับแนวทางในการแก้ปัญหา สามารถจำแนกได้เป็น 5 ลักษณะดังนี้คือ

สาเหตุประการแรก คือ ระบบอุปถัมภ์ซึ่งหยั่งรากลึกลงในสังคมไทย ระบบอุปถัมภ์ในประเทศไทยนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณโดยเป็นระบบซึ่งเกิดจากการที่ ผู้ใหญ่ให้ความอุปการะผู้น้อย เพื่อให้ได้ความเคารพเชื่อฟังหรือแรงงาน ในขณะที่ผู้น้อยก็พึ่งพาผู้ใหญ่ เพื่อให้ได้มาซึ่งทรัพยากรที่ขาดแคลน หรือ ความช่วยเหลือเล็กน้อยจากผู้ใหญ่ แม้จะเป็นการแลกเปลี่ยนที่ไม่เท่าเทียมกันเนื่องจากสถานภาพของบุคคล แต่มนุษย์ในทุกสังคมและทุกสมัยก็จำต้องมีการแลกเปลี่ยนระหว่างกันเสมอมา เนื่องจากคงไม่มีสังคมใดที่เราจะสามารถเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเท่าเทียมกัน ทว่าความสัมพันธ์ในเชิงอุปถัมภ์กลับมีความแตกต่างจากระบบการแลกเปลี่ยนในความสัมพันธ์อื่น ๆ ในเรื่องของความจงรักภักดี กล่าวคือ ผู้น้อยมีความรู้สึกจงรักภักดี มีความรู้สึกชื่นชม และมีความรู้สึกเป็นบุญคุณจริง ๆ ส่วนผู้ใหญ่ก็รู้สึกเป็นความรับผิดชอบหรือ หน้าที่ของตน ที่ต้องอุปการะคนที่เขามาฝากตัวให้ได้ (นิธิ เอียวศรีวงศ์, 2547: 98)

เมื่อรวมระบบอุปถัมภ์และการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเข้าด้วยกัน กลับกลายเป็นว่า เมื่อประชาชนขายเสียงให้กับ ผู้สมัครรับเลือกตั้งจนกระทั่งผู้สมัครคนนั้นกลายเป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรผู้นั้นก็จะกลับมาพัฒนาและปกป้องผลประโยชน์ของพื้นที่ของตนเองเป็นพิเศษ ในกรณีเช่นนี้ประชาชนจะได้ประโยชน์ใน 2 รูปแบบ คือ ประชาชนจะได้รับเงินหรือผลประโยชน์ตอบแทนอื่นใดทันที ที่ตนขายเสียงให้กับผู้สมัครรับเลือกตั้ง และ เมื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งได้รับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ประชาชนก็จะได้รับประโยชน์ ในด้านการพัฒนาบริเวณพื้นที่อยู่อาศัยของตน และผู้สมัครรับเลือกตั้งก็ได้ประโยชน์คือ ตนได้รับเลือกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ระบบอุปถัมภ์ในทางการเมืองจึงเป็นความสัมพันธ์แบบพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันระหว่างนักการเมืองและประชาชน

แม้ระบบอุปถัมภ์จะส่งผลให้เกิดประโยชน์แก่ประชาชนในบางพื้นที่ แต่ก็มีผลเสียที่ร้ายแรง คือ เป็นการขัดต่อหลักการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 122 ซึ่งบัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาย่อมเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทย โดยไม่อยู่ในความผูกมัดแห่งอาณัติ มอบหมาย หรือความครอบงำใด ๆ และต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของปวงชนชาวไทย โดยปราศจากการขัดกันแห่งผลประโยชน์(คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, 2550: 57) กล่าวคือ โดยหลักการ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะต้องปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์แห่งปวงชนชาวไทย มิใช่เฉพาะแต่เพียงเพื่อกลุ่มคนที่เลือกตนเข้ามาเท่านั้น เนื่องจากการที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรปฏิบัติหน้าที่เพื่อประโยชน์ของกลุ่มคนใดเพียงกลุ่มคนหนึ่งนั้นย่อมส่งผลเสียต่อประโยชน์ส่วนรวม นั่นคือ แทนที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะยึดเอาประโยชน์สาธารณะเป็นที่ตั้งในการปฏิบัติหน้าที่ แต่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกลับยึดเอา ประโยชน์ของพวกพ้องที่เลือกตนเข้ามาเป็นที่ตั้ง โดยอาจพยายามผลักดัน โครงการที่เอื้อประโยชน์แก่ตนและพวกพ้อง หรืออาจพยายามผลักดันกฎหมายเช่นว่านั้น ให้ผ่านการพิจารณาของรัฐสภา ซึ่งท้ายที่สุดแล้วย่อมส่งผลเสียอย่างร้ายแรงต่อประเทศไทยทั้งในด้านงบประมาณ และในด้านความรู้สึกว่าถูกแบ่งแยก และถูกเลือกปฏิบัติ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหานานัปการในสังคมไทย

สำหรับสาเหตุของระบบอุปถัมภ์ คือ เนื่องจากการที่ประชาชนจำต้องพึ่งพิง ผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ซื้อเสียง อันเป็นผลมาจากการที่ระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ไม่อาจแก้ไขปัญหาให้ประชาชนได้ อย่างเป็นธรรมและทันท่วงที เพราะยังมีการคอรัปชั่นในระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอยู่ ไม่ว่าจะเป็นการคอรัปชั่นทางภาษี ซึ่งนักการเมือง และข้าราชการ เก็บจากพ่อค้า นักธุรกิจและประชาชน ในรูปของค่าคอมมิชชั่น และส่วยต่าง ๆ รวมถึงการรั่วไหลของเงินงบประมาณแผ่นดินแบบอื่น ๆ หรือการคอรัปชั่นที่เกิดจากการทับซ้อนของผลประโยชน์ หรือการขัดกันระหว่างประโยชน์สาธารณะและประโยชน์ส่วนบุคคล (สถาบันวิถีทรรศน์, 2546: 161) นอกจากนี้ยังมีการเลือกปฏิบัติ และการละเว้นหรืองดเว้นการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการ ทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนไม่ได้รับความเป็นธรรม จึงพึ่งพานักการเมืองที่มาซื้อเสียงโดยหวังว่า นักการเมืองเหล่านั้นจะช่วยเหลือให้ตนได้รับความเป็นธรรม

เมื่อต้นเหตุของปัญหาเกิดจากความล้มเหลวของระบบราชการและกระบวนการยุติธรรมในการแก้ปัญหาให้กับประชาชน การแก้ปัญหาในประเด็นนี้ทำได้โดยการปรับปรุงและพัฒนาระบบราชการและกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถแก้ปัญหาของประชาชนได้อย่างแท้จริงและมีประสิทธิภาพพร้อมทั้งปลูกฝังจิตสำนึกและจริยธรรมของข้าราชการอย่างจริงจัง ดังเช่นแนวทางในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 279 วรรค 1 บัญญัติว่า มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐแต่ละประเภท ให้เป็นไปตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้น (คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, 2550: 214) ซึ่งแนวทางนี้จะสัมฤทธิ์ผลได้เพียงใดนั้นก็ขึ้นอยู่กับการตราประมวลจริยธรรม ว่าจะสามารถบังคับใช้และมีสภาพบังคับมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้ยังต้องปฏิรูประบบราชการในเชิงป้องกันมิให้ข้าราชการประพฤติมิชอบต่อตำแหน่งหน้าที่ของตน เมื่อใดที่มาตรการทางด้านจริยธรรมและการปฏิรูประบบราชการ สามารถสร้างระบบที่ให้ความเป็นธรรมแก่ประชาชนได้โดยไม่ต้องพึ่งพิงนักการเมือง เมื่อนั้นปัญหาในการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ย่อมได้รับการเยียวยา

สาเหตุประการที่สอง คือ ปัญหาการไม่ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของประชาชน ในส่วนของสิทธิเลือกตั้งของประชาชนในประเทศไทย ประชาชนได้รับมาโดยเท่าเทียมกันทันทีที่ประเทศไทย เปลี่ยนผ่านสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย กล่าวคือ ประชาชนได้รับสิทธิเลือกตั้ง ทั้งที่ยังไม่รู้ถึงความสำคัญและความยากลำบากของการได้สิทธิเลือกตั้งทำให้ประชาชนไม่ตระหนักถึงความสำคัญของสิทธิเลือกตั้งที่ตนได้รับมา ดังจะสังเกตได้จากสถิติการออกไปใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งแม้จะมีวิวัฒนาการที่ดีขึ้นแต่ก็ยังไม่มากเมื่อเทียบกับนานาอารยประเทศในระบอบประชาธิปไตย อีกทั้งจำนวนสมาชิกของพรรคการเมืองต่าง ๆ ก็หาได้สะท้อนถึงการตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่และการมีส่วนร่วมของประชาชนไม่ อันอาจพิจารณาโดยเทียบระหว่างจำนวนสาขาของพรรคการเมืองและจำนวนสมาชิกพรรคของพรรคการเมืองนั้น ๆ ซึ่งควรมีสัดส่วนในอัตราที่พอเหมาะกับการรวมกลุ่มทางการเมืองในแต่ละพื้นที่ ดังเช่นเมื่อพิจารณาจำนวนสาขาของพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งมีเพียง 194 สาขา เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกถึง 4,095,493 คน มีอัตราส่วนประมาณ 21,110.79คนต่อสาขา หรือจำนวนสาขาของพรรคชาติไทย ซึ่งมีเพียง 14 สาขา เมื่อเทียบกับจำนวนสมาชิกถึง 2,642,237 คน มีอัตราส่วนประมาณ 188,731.21 คนต่อสาขา (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, 2551: 1) จะพบว่าอัตราส่วนดังกล่าวสะท้อนถึงปัญหาการขาดความเอาใจใส่ของประชาชน ในการมีส่วนร่วมในทางการเมือง กล่าวคือ ประชาชนเพียงแต่สมัครเป็นสมาชิกของพรรคการเมือง โดยมิได้ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนในการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยไม่ใส่ใจเข้าร่วมกิจกรรมทางการเมืองกับพรรคการเมือง และไม่ใส่ใจว่าจำนวนสาขาจะมีมากน้อยเพียงใด ต่างจากในหลายประเทศที่มีพัฒนาการทางด้านการเมืองมาเป็นอย่างดี เช่น ประเทศสหราชอาณาจักร ซึ่งในระยะแรกยังจำกัดสิทธิเลือกตั้งไว้เฉพาะบุคคลที่มีคุณสมบัติเหมาะสม และค่อย ๆ ขยายสิทธิเลือกตั้งออกไปโดยอาศัยการปฏิรูปการเลือกตั้งหลายครั้ง จนกระทั่งมีการประกาศให้สิทธิเลือกตั้งแก่ประชาชนเป็นการทั่วไปในท้ายที่สุด (บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ, 2551: 5) ทำให้ประชาชนของประเทศสหราชอาณาจักรตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ในการเลือกตั้งของตนเองเป็นอย่างดี และเข้าใจถึงความยากลำบากในการได้รับสิทธิเลือกตั้งนี้ ส่งผลให้ประชาชนของประเทศสหราชอาณาจักรพยายามที่จะเข้ามามีบทบาทในทางการเมือง ดังจะสังเกตได้จากจำนวนผู้ไปใช้สิทธิเลือกตั้งและจำนวนสาขาของพรรคการเมืองในประเทศสหราชอาณาจักรซึ่งมีเป็นจำนวนมาก เพียงพอในการรองรับประชาชนซึ่งเป็นสมาชิกพรรคของตน

สำหรับแนวทางแก้ปัญหาการไม่ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของประชาชน การแก้ปัญหาไม่อาจกระทำโดยย้อนหลังไปจำกัดสิทธิเลือกตั้งโดยการตั้งข้อกำหนดในการได้สิทธิเลือกตั้งของประชาชนได้อีกต่อไปแล้ว จึงต้องแก้ปัญหาเช่นนี้โดยการปลูกฝังจิตสำนึกของประชาชนให้ตระหนักถึงความสำคัญของการเลือกตั้ง โดยการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการเลือกตั้งไปยังทุกส่วนทั่วประเทศอย่างเข้าถึงประชาชน และทำให้ประชาชนตระหนักว่า การเลือกตั้งเป็นเรื่องที่จำเป็น และเข้าใจถึงบทลงโทษหากตนไม่ไปใช้สิทธิเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงความจำเป็นของการเลือกตั้ง และผลเสียของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งจะกระทบต่อตัวประชาชนเองในที่สุด การปลูกฝังจิตสำนึกแก่ประชาชนเพียงลำพัง ไม่อาจแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ จำต้องมีการแก้ปัญหาในส่วนของจริยธรรมของนักการเมืองร่วมอีกด้วย ทั้งนี้การแก้ปัญหาต้องทำให้ประชาชนทราบถึงธาตุแท้ของนักการเมืองว่า แท้จริงแล้วนักการเมืองที่ซื้อเสียงเป็นอย่างไร เมื่อประชาชนเข้าใจแล้วประชาชน ก็ย่อมรักประโยชน์ของตนเองและประเทศชาติของตน ยิ่งกว่าประโยชน์ของนักการเมืองเป็นแน่ อันจะนำไปสู่การป้องกันมิให้นักการเมืองซื้อเสียงได้อีกต่อไป

สาเหตุประการที่สาม คือ ปัญหาการขาดจริยธรรมของนักการเมือง ในส่วนของจริยธรรมของนักการเมือง นักการเมืองส่วนใหญ่ขาดจริยธรรมทางการเมืองเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ และไม่มีความละอายในการทุจริตต่าง ๆ รวมทั้งละเมิดกฎหมายเลือกตั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การซื้อเสียงเพื่อให้ตนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง เมื่อประกอบกับการที่ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งของไทยส่วนใหญ่ขาดความเจนจัดทางการเมือง ส่งผลให้ประชาชนส่วนใหญ่ถูกหัวคะแนนของนักการเมืองหลอกให้หลงเชื่อในความใจกว้างและความดีของนักการเมืองที่จ่ายเงินซื้อเสียงหรือ ให้อามิสสินจ้างอย่างอื่นแก่ประชาชนในท้องถิ่นต่าง ๆ จนเต็มใจขายเสียงให้แก่ผู้ซื้อเสียง ยังผลให้นักการเมืองและพรรคการเมืองต่าง ๆ สามารถใช้เงิน หรือผลประโยชน์ซื้อเสียงเพื่อให้ได้ที่นั่งในสภาผู้แทนราษฎรเป็นจำนวนมาก เพื่อจัดตั้งรัฐบาล และใช้อำนาจรัฐ เพื่อแสวงหาเงินไว้ใช้ในการเลือกตั้งครั้งต่อไป (สีดา สอนศรี, 2546: 2)

                สำหรับแนวทางแก้ปัญหาในส่วนของจริยธรรมของนักการเมือง สามารถแก้ได้ด้วยวิธีการที่คล้ายคลึงกันกับการแก้ปัญหาการไม่ตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของประชาชน กล่าวคือ จะต้องปลูกฝังจิตสำนึกของทั้งนักการเมืองรุ่นใหม่และนักการเมืองรุ่นเก่า ให้ตระหนักถึงความสำคัญในหน้าที่ของตน ที่มีต่อประเทศชาติ และบ้านเมือง ในอันที่จะเป็นผู้ขับเคลื่อนระบบการเมืองไทยให้พัฒนายิ่งขึ้นไป ทั้งต้องมีกฎหมายที่มีสภาพบังคับ เพื่อกำหนดบทลงโทษนักการเมืองที่ขาดจริยธรรม เมื่อใดที่นักการเมืองมีจริยธรรม เมื่อนั้นนักการเมืองก็จะตระหนักถึงผลเสียที่จะตามมาจากการที่ตนซื้อเสียง ซึ่งย่อมทำให้นักการเมืองไม่ต้องการซื้อเสียง เพราะขัดกับอุดมการณ์และจริยธรรมของนักการเมือง และปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งก็จะหมดไป

                สาเหตุประการที่สี่ คือ ปัญหาทางเศรษฐกิจของประชาชน ในปัจจุบัน เป็นที่ยอมรับว่า ประเทศไทยยังเป็นประเทศที่กำลังพัฒนา และประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศเป็นคนในระดับรากหญ้าที่มีรายรับและรายจ่ายอยู่ในระดับใกล้เคียงกันหรือมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย เนื่องจากการพัฒนาเศรษฐกิจในช่วงที่ผ่านมาทำให้เกิดการกระจายความมั่งคั่งที่ไม่เท่าเทียมกันขึ้น กล่าวคือ คนรวยซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของประเทศรวยขึ้นเป็นอย่างมาก ในขณะที่ คนจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศยังคงจนเช่นเดิมหรือกลับจนลง นั่นคือ ประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศมีความเป็นอยู่ที่ลำบากและขัดสน อันเป็นผลให้มีนักการเมืองซึ่งเป็นนายทุนยินดีจะให้เงินหรือประโยชน์อื่นใด ทั้งในลักษณะที่เป็นทรัพย์สินและไม่เป็นทรัพย์สินแก่ประชาชน เพื่อจูงใจประชาชนให้เลือกตนในการเลือกตั้ง ในขณะที่ ประชาชนส่วนใหญ่ที่ยากจน ได้ค่าจ้างเพียงวันละ 200 กว่าบาทหรือน้อยกว่านั้น ดังนั้นการซื้อขายเสียง ในราคา 1000 บาท หรือ 2000 บาท จึงมีความหมายสำหรับประชาชนยากจนมาก เพราะปกติพวกเขาก็มองไม่เห็นว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอยู่แล้ว (วิทยากร เชียงกูล, 2539: 95) การใช้เงินซื้อเสียงจึงเป็นวิธีการต่อรองอย่างหนึ่งซึ่งใช้ได้ผลเป็นอย่างดีต่อคนจน

                การที่ประชาชนยอมรับเงินเพียง 1000 บาท หรือ 2000 บาท เพื่อแลกกับการที่ตนจะต้องยอมเลือกนักการเมืองที่ซื้อเสียงในการเลือกตั้ง แม้การมองจากมุมมองของนักวิชาการหรือมุมมองของประชาชนในชนชั้นกลาง จะเห็นว่าเป็นการยอมรับเงินจำนวนเล็กน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่ประชาชนที่ยอมรับเงิน ต้องเสียไป นั่นคือ ศักดิ์ศรีของตัวประชาชนเอง ที่จะสามารถยืนหยัดได้อย่างภาคภูมิใจว่าตนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยและประโยชน์สาธารณะซึ่งจะถูกเบียดบังไปเป็นประโยชน์ส่วนบุคคลของนักการเมือง ที่ต้องการถอนทุนคืน แต่เมื่อพิจารณาถึงสภาพปัญหาของประชาชนที่หาเช้ากินค่ำ จะพบว่าเมื่อเทียบจำนวนเงินเพียง 1000 บาท หรือ 2000 บาท กับรายรับในแต่ละวันของประชาชนยากจน ซึ่งมีรายรับเพียงวันละประมาณ 200 บาท เงินจำนวน 1000 บาท หรือ 2000 บาท สามารถคิดเป็นจำนวนเงินที่ประชาชนยากจนต้องทำงานถึง 5 วัน หรือ 10 วัน เพื่อให้ได้เงินจำนวนนี้ จึงไม่น่าแปลกใจ ที่ประชาชนยากจน มักจะขายเสียงของตน เพื่อแลกกับเงินจำนวน ซึ่งอาจเรียกได้ว่ามหาศาลสำหรับประชาชนยากจน ซึ่งย่อมเห็นเรื่องของชีวิตและปากท้องของตน สำคัญกว่าอุดมการณ์ทางการเมืองซึ่งไม่อาจช่วยให้ประชาชนเช่นนี้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่เดือดร้อนได้โดยตรง

                เมื่อพิจารณาถึงแนวทางแก้ปัญหาจากสาเหตุทางเศรษฐกิจ การปฏิรูปทางเศรษฐกิจและสังคม เป็นหัวใจที่สำคัญ ที่จะขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่เราจะคิดแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เฉพาะแต่เรื่องการทำรายรับแก่รัฐ หากเรามุ่งพัฒนาให้คนไทย 60 ล้านคน มีที่อยู่อาศัย มีอาหารสินค้าและบริการต่าง ๆ ที่ยกระดับคุณภาพชีวิต มีการศึกษาและงานที่ดี ประชาชนทั้ง 60 ล้านคน ก็จะเป็นพลังขับเคลื่อนทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน เป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค อันจะยังผลให้เศรษฐกิจไทยเติบโตขึ้นหลายเท่า เมื่อประชาชนมีอำนาจซื้อ ตลาดในประเทศก็จะมีขนาดใหญ่ขึ้น สินค้าที่ผลิตได้ไม่จำต้องพึ่งพาการส่งออกทั้งหมด สามารถทำรายได้จากภายในประเทศอีกด้วย (วิทยากร เชียงกูล, 2539: 95) ในท้ายที่สุด เงินก็จะหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจแบบส่งเสริมซึ่งกันและกัน กล่าวคือ จะทำให้ประชาชนส่วนมากของประเทศยกระดับเป็นคนชั้นกลาง ซึ่งมีฐานะดีขึ้นกว่าเดิมมาก

                เมื่อคนไทยมีฐานะดีขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องขายเสียงเพื่อยังชีพก็จะหมดไป เหลือแต่เพียงความโลภแห่งตนเท่านั้น และเมื่อใดคนไทยสามารถควบคุมความโลภของตนเองได้โดยรู้จักความพอดี เมื่อนั้นคนไทยก็จะตระหนักถึงศักดิ์ศรี และความสำคัญของตนเองในอันที่จะมีส่วนร่วมพัฒนาระบบการเลือกตั้งของประเทศไทยให้เจริญก้าวหน้า ทัดเทียมกับบรรดานานาอารยประเทศและย่อมส่งผลให้การเลือกตั้งของประเทศไทยปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นแน่

                สาเหตุประการสุดท้าย คือ ระบบการตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งที่อ่อนแอ ในประเด็นเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง จำต้องพิจารณาถึงประเภทของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ซึ่ง สมบัติ จันทรวงศ์ ได้แบ่งค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเป็น 2 ประเภทดังนี้คือ การใช้เงินที่อาจกล่าวได้ว่าเป็นการใช้อย่างเปิดเผย หรือการใช้จ่ายที่ประชาชนโดยทั่วไปสามารถมองเห็นได้ว่าใช้จ่ายไป เพื่ออะไร ค่าใช้จ่ายประเภทนี้ส่วนใหญ่ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวกับการประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ประการหนึ่ง และ การใช้เงินที่ไม่เปิดเผย หรือการใช้จ่ายที่ประชาชนทั่วไปไม่อาจจะมองเห็นได้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง อีกประการหนึ่ง (ไพฑูรย์ บุญวัฒน์, 2538: 31-32) ค่าใช้จ่ายประการหลังนี้เอง เป็นค่าใช้จ่ายสำหรับคะแนนจัดตั้ง ซึ่งมีตั้งค่าตอบแทนของตัวหัวคะแนนเอง ไปจนถึงค่าใช้จ่ายสำหรับนำไปให้ประชาชน เพื่อจูงใจให้เลือกตนในการเลือกตั้ง เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดงานสังสรรค์ระหว่างหัวคะแนนและชาวบ้าน เงินบริจาคในทางการกุศลจำนวนมาก เป็นต้น และหมายรวมถึงเงินที่นักการเมือง ใช้จ่ายผ่านหัวคะแนนเพื่อนำคะแนนสู่ท้องถิ่น ในรูปของการอุทิศให้กับกิจการสาธารณูปโภคอีกด้วย

ดังนี้แล้ว การขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง จึงต้องมีการตรากฎหมาย เพื่อตรวจสอบและควบคุมค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งให้มีแต่เพียงค่าใช้จ่ายที่ใช้อย่างเปิดเผยเท่านั้น โดยมุ่งเน้นที่การตรวจสอบการใช้จ่ายในทุกรูปแบบที่ผู้สมัครรับเลือกและบุคคลที่ใกล้ชิดกับผู้สมัครรับเลือกตั้งตั้งใช้จ่าย ซึ่งอาจกระทำโดยการบังคับให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งและบุคคลที่ใกล้ชิดตามที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด ต้องแสดงหลักฐานการใช้จ่าย สำหรับการเลือกตั้ง ต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง เมื่อค่าใช้จ่ายทั้งหมดที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งใช้ ถูกตรวจสอบโดยคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ จะส่งผลให้ คณะกรรมการการเลือกตั้งสามารถควบคุมลักษณะของรายรับและรายจ่ายทั้งหมด ของผู้สมัครรับเลือกตั้งได้ ทั้งนี้ ปัจจัยที่จะบรรลุผลในการตรวจสอบได้จริง จะต้องมีกระบวนการในการตรวจสอบ ที่มีประสิทธิภาพ กล่าวคือ จะต้องมีกระบวนการ ที่จะตรวจสอบได้ถึงรายรับและรายจ่ายทั้งที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งยื่นรายการรายรับรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง และที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งมิได้ยื่นรายการรายรับรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง กล่าวคือ จะต้องพัฒนาระบบที่ไม่ว่า ผู้สมัครรับเลือกตั้งจะจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการงดเว้นการยื่นรายการรายรับรายจ่ายต่อคณะกรรมการการเลือกตั้งก็ตาม คณะกรรมการการเลือกตั้งก็ยังคงรู้ว่ามีรายรับรายจ่ายใดบ้างที่ผู้สมัครรับเลือกตั้งยังมิได้ยื่นรายการรายรับรายจ่าย

นอกจากนี้ยังควรมีการจำกัดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ตามสัดส่วนผู้มีสิทธิเลือกตั้งในแต่ละเขตเลือกตั้งเท่านั้นซึ่งในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พุทธศักราช 2550 มาตรา 50 วรรค 1 วางหลักว่า ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแต่ละครั้ง ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งประกาศกำหนดจำนวนเงินค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ทั้งจำนวนเงินค่าใช้จ่ายของผู้สมัครแต่ละคนที่จะใช้จ่ายในการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้ง และจำนวนเงินค่าใช้จ่ายของพรรคการเมือง ที่จะใช้จ่ายในการเลือกตั้งแบบสัดส่วนในเขตเลือกตั้งแบบสัดส่วน (กองบรรณาธิการกฎหมายใหม่, 2550: 7) ทั้งนี้หัวใจของการจำกัดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้งเป็นเช่นเดียวกันกับหัวใจในการตรวจสอบการใช้จ่าย กล่าวคือ จะต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพจริงนั่นเอง

                อย่างไรก็ตาม หากมีเพียงระเบียบข้อบังคับแต่ไม่มีสภาพบังคับที่เป็นกิจจะลักษณะ ทั้งการตรวจสอบและการควบคุมค่าใช้จ่ายก็คงจะไม่ได้รับความร่วมมือจากผู้สมัครรับเลือกตั้ง ดังนี้ จึงต้องมีการกำหนดโทษปรับในอัตราสูงสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎเกณฑ์ดังกล่าว และอาจจำต้องกำหนดโทษ ที่ร้ายแรงที่สุด นั่นคือ การเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งและสิทธิการสมัครรับเลือกตั้งสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนกฎกติกาดังกล่าว เพื่อให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งรับรู้ถึงเจตนาอันแน่วแน่ของกฎหมายและสภาพบังคับของกฎหมาย ที่ต้องการจะขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงออกไปจากระบบการเลือกตั้งของไทย

                สำหรับกลวิธีในการตรวจสอบนั้น นอกจากจะมีการตรวจสอบโดย คณะกรรมการการเลือกตั้ง ยังควรเพิ่มเติมสิทธิและหน้าที่ ให้ประชาชนทุกคนมีส่วนร่วมและมีบทบาทในการตรวจสอบอย่างชอบธรรม กล่าวคือ กำหนดกระบวนการให้ประชาชนทุกคนสามารถเข้าตรวจสอบข้อมูลทางการเงินของพรรคการเมืองได้ ตามหลักการพื้นฐานของพรรคการเมืองประการหนึ่ง คือ การที่พรรคการเมืองต้องมีความโปร่งใสทางการเงิน กล่าวคือข้อมูลทางการเงินจำต้องถูกตรวจสอบได้โดยทั่วไป เมื่อประชาชนทุกคนมีสิทธิและหน้าที่ในการตรวจสอบแล้ว ประกอบกับการตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตน ย่อมส่งผลให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งไม่อาจทำการซื้อเสียงได้เป็นแน่ ยังผลให้การเลือกตั้งของประเทศไทยปราศจากการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในท้ายที่สุดนั่นเอง

                สำหรับส่วนที่สอง เรื่อง ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาการเลือกตั้งเพื่อลดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ซึ่งหลังจากการวิเคราะห์งานเขียนจำนวนมาก ข้าพเจ้าได้สังเคราะห์ข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ในการพัฒนาการเลือกตั้งเพื่อลดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ 2 ประการดังนี้

                ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมประการแรก คือ การเปลี่ยนระบบการเลือกตั้ง เป็นระบบการเลือกตั้งแบบ เสียงข้างมากเด็ดขาด(Absolute Majority System) ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาด คือ ระบบการเลือกตั้ง ซึ่งผู้สมัครรับเลือกตั้งที่จะได้รับการเลือกตั้งต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนคะแนนเสียงของผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาดนี้เป็นระบบการเลือกตั้งซึ่งใช้ในประเทศฝรั่งเศสในรูปของระบบการเลือกตั้งสองรอบ (Two-round system) และในประเทศออสเตรเลียในรูปของระบบการเลือกตั้งตัวเลือก (Alternative vote) ซึ่งระบบที่ข้าพเจ้าเห็นว่าเหมาะสมกับประเทศไทยก็คือ ระบบการเลือกตั้งสองรอบเช่นที่ใช้ในประเทศฝรั่งเศส อันเป็นระบบเลือกตั้งที่หากผู้สมัครรับเลือกตั้งคนใดได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ผู้สมัครรับเลือกตั้งคนนั้นก็จะได้รับการเลือกเป็นผู้ชนะการเลือกตั้งนั้น ๆ แต่หากไม่มีผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ก็ให้นำผู้สมัครรับเลือกตั้งที่ได้รับคะแนนมากที่สุดสองอันดับแรกมาให้ประชาชนเลือกอีกครั้งหนึ่ง

ระบบการเลือกตั้งระบบนี้ต่างจากระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 มาตรา 93 วรรค 1 บัญญัติว่า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประกอบด้วยสมาชิกจำนวนสี่ร้อยแปดสิบคน โดยเป็นสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตเลือกตั้งจำนวนสี่ร้อยคน และสมาชิกซึ่งมาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วนจำนวนแปดสิบคน(คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ, 2551: 59) ซึ่งเมื่อพิจารณาประกอบกับวิธีการหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบแบ่งเขตซึ่งคำนวณจากอัตราส่วนของประชากรในแต่ละจังหวัดและเขตเลือกตั้ง โดยให้เขตเลือกตั้งหนึ่งสามารถมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรได้สูงสุดถึง 3 คน และวิธีการหาจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรที่มาจากการเลือกตั้งแบบสัดส่วน ซึ่งแบ่งพื้นที่ประเทศออกเป็น 8 กลุ่มจังหวัดโดยแต่ละกลุ่มมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจำนวน 10 คน (ปริญญา เทวานฤมิตรกุล, 2551: 2 ) จะพบว่าระบบการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 นี้มีลักษณะเป็นระบบการเลือกตั้งแบบ เสียงข้างมากธรรมดา(Simple Majority System)แบบเขตละหลายคน(Multi-member constituency)ซึ่ง ผู้มีสิทธิเลือกตั้งมีสิทธิเลือกผู้สมัครได้ตามจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในเขตเลือกตั้งของตน

                ระบบการเลือกตั้งระบบนี้จะช่วยแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงได้ เนื่องจากการที่จะชนะการเลือกตั้งในระบบนี้จำต้องได้รับคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง นั่นคือ หากนักการเมืองต้องการจะซื้อเสียงให้ตนชนะการเลือกตั้ง ก็จำต้องซื้อเสียงมากถึง กึ่งหนึ่งของจำนวนประชากรที่ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งซึ่งมีจำนวนไม่แน่นอน ส่งผลให้นักการเมืองที่ทุจริตไม่อาจคำนวณจำนวนเงินที่ตนจะต้องเสียเพื่อให้ชนะการเลือกตั้งได้ ยังผลให้นักการเมืองที่ทุจริตขาดความแน่ใจว่า การทุ่มซื้อเสียงเพื่อให้ตนชนะการเลือกตั้ง จะคุ้มค่าหรือไม่ อันจะเป็นผลให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงลดลงในระดับหนึ่ง ต่างจากระบบการซื้อเสียงในระบบการเลือกตั้งในปัจจุบัน ซึ่งนักการเมืองที่ทุจริต เพียงซื้อเสียงในปริมาณที่มากพอแต่ไม่จำต้องเกินกว่ากึ่งหนึ่งของประชาชน ก็สามารถชนะการเลือกตั้งได้ซึ่งย่อมเป็นผลเสียแก่ระบบการเลือกตั้งเป็นแน่ ดังนั้น ระบบการเลือกตั้งแบบเสียงข้างมากเด็ดขาด จึงน่าจะเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการนำไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

ข้อเสนอแนะเพิ่มเติมประการที่สอง คือ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ในประเทศไทย แม้เราจะพัฒนาระบบและกระบวนการในการขจัดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงไปในแนวทางใดก็ตาม แต่ทุกแนวทางก็ย่อมมีช่องว่างเสมอ คงไม่มีระบบหรือกระบวนการใดที่จะปราศจากช่องว่างเป็นแน่ ดังนั้นแนวทางในการแก้ไขที่สำคัญที่สุดในการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ก็คือ การพัฒนาตัวบุคคล กล่าวคือ จะต้องพัฒนาประชากรในประเทศให้มีคุณภาพ ทั้งนักการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยเร่งพัฒนาจากระบบการศึกษา เพื่อสร้างทรัพยากรมนุษย์รุ่นใหม่ ให้มีความรู้ความสามารถที่จะวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ขึ้นมาได้ด้วยตนเอง เริ่มจากการลดบทบาทของการจัดการศึกษาที่เน้นระบบท่องจำ การเชื่อตามคำพูดของครูอาจารย์และตำราโดยไม่มีการคิดและไตร่ตรองใด ๆ ซึ่งได้แต่สร้างคนที่มีความรู้สามัญ แต่ไม่สร้างคนที่รู้จักคิด วิเคราะห์และนับถือตนเอง รวมทั้งยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง (วิทยากร เชียงกูล, 2539: 95) และตามด้วยการเพิ่มบทบาทของระบบการศึกษา ที่เน้นให้ผู้เรียนมีความมั่นใจในตนเอง และมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์เรื่องต่าง ๆ ได้อย่างชำนาญ โดยไม่จำเป็นต้องมีผู้ช่วยเหลือตลอดเวลา ระบบการศึกษาเช่นนี้จะเสริมสร้างคุณภาพของประชาชน ทั้งในด้านเศรษฐกิจ และสังคม อันจะส่งผลให้ ประชาชนมีความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจ ทำให้ไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของเงินตราเพียงเล็กน้อย และเมื่อประชาชน สามารถยืนได้ด้วยตนเองแล้ว ระบบอุปถัมภ์อันมีพื้นฐานอยู่บนหลักความคิดที่ว่า คนเรามีสิทธิแสวงหาทรัพยากรได้อย่างไม่เท่าเทียมกันก็จะค่อย ๆ เลือนหายไป พร้อมกับการที่ประชาชนเริ่มตระหนักถึงสิทธิและหน้าที่ของตนเองมากยิ่งขึ้นทำให้การซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นไปได้ยากยิ่งขึ้น ในทางเดียวกัน เมื่อนักการเมืองรุ่นใหม่ มีความรู้ความสามารถเป็นอย่างดี ประกอบกับการตระหนักถึงหน้าที่ของตนในการเป็นตัวแทนของประชาชน และดำเนินวิถีชีวิตแบบพอเพียง นักการเมืองรุ่นใหม่ก็จะเข้าใจว่า แท้จริงแล้ว เมื่อตนทำงานในทางการเมืองอย่างสุจริต ผลตอบแทนจากการเป็นนักการเมืองทั้งในด้านวัตถุและในด้านจิตใจคุ้มค่ามากกว่าการทำงานอย่างทุจริตเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากการทุจริตนั้น แม้จะสามารถหลอกลวงประชาชนได้ในบางช่วงเวลา แต่ท้ายที่สุดความจริงก็จะปรากฏออกมาสู่สายตาของประชาชน ซึ่งจะส่งผลต่อชื่อเสียงของนักการเมืองคนนั้นและครอบครัวเป็นอย่างมาก ทำให้แม้จะมีชีวิตอย่างสุขสบายแต่ก็ปราศจากความสุขในทางใจ จะต้องคอยระแวงอยู่ตลอดเวลา ว่าจะมีใครมาแก้แค้นตนหรือไม่ อยู่ตลอดเวลา

                จากแนวทางในการขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียง ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการพิจารณาถึงแนวทางแก้ปัญหาจากสาเหตุหลักของการซื้อสิทธิ์ขายเสียง หรือในส่วนของข้อเสนอแนะเพิ่มเติมในการพัฒนาการเลือกตั้งเพื่อลดปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงก็ตาม จำเป็นต้องใช้แนวทางทุกทางไปพร้อม ๆ กัน ไม่อาจใช้เพียงแนวทางใดแนวทางหนึ่งในการแก้ไขปัญหาได้ เนื่องจากแนวทางแก้ปัญหาดังกล่าวอ้างแล้วในเบื้องต้นนั้น ต่างก็ส่งเสริม สนับสนุน และพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและกัน หากขาดแนวทางใดไป การขจัดการซื้อสิทธิ์ขายเสียงย่อม ไม่อาจบรรลุผลได้เป็นแน่ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง ที่จะประยุกต์แนวทางต่าง ๆ ใช้ร่วมกันอย่างเร่งด่วน เพื่อให้แก้ปัญหาได้อย่างทันท่วงที แต่ไม่เร่งร้อนจนถึงขนาดปรับใช้แนวทางต่าง ๆ อย่างผิดพลาดซึ่งจะส่งผลให้ปัญหาต่าง ๆ เลวร้ายลงไปอีก

                ท้ายที่สุดนี้ แม้สถานการณ์การซื้อสิทธิ์ขายเสียงจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ก็มิได้หมายความว่า ปัญหาต่าง ๆ จะไร้ทางแก้ไข หากประชาชนชาวไทยทุกคนร่วมแรงร่วมใจกัน สร้างจิตสำนึก ในทางการเมืองให้เกิดขึ้นอย่างจริงจัง และไม่ปล่อยให้บุคคลแต่เพียงกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งดำเนินการแก้ปัญหาเพียงลำพัง โดยพยายามเข้ามีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาและตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่า ปัญหาการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นปัญหาสำคัญซึ่งควรเร่งแก้ไข เพื่อความเจริญก้าวหน้าของประเทศไทยภายใต้ระบอบการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขต่อไปในอนาคต

 

---------------------------------------------------------------------------------------

 

บรรณานุกรม

หนังสืออ้างอิง

คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550. กรุงเทพฯ : สำนักการพิมพ์ สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร, 2550.

นิธิ เอียวศรีวงศ์. อ่านวัฒนธรรมการเมืองไทย. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์มติชน, 2547.

บุญศรี มีวงศ์อุโฆษ. เอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมายมหาชนเบื้องต้น. กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2550

_______________. เอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ. กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551

ปริญญา เทวานฤมิตรกุล. เอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ วันที่ 14 มกราคม 2551. กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551

___________________. เอกสารประกอบการบรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ วันที่ 21 มกราคม 2551. กรุงเทพฯ : คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, 2551

ไพฑูรย์ บุญวัฒน์. ระบบการเลือกตั้งที่ลดการซื้อเสียงและให้โอกาสคนดีสมัครรับเลือกตั้งเพื่อทดแทนระบบการเลือกตั้งที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน. กรุงเทพฯ : สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย, 2538

สีดา สอนศรี. รายงานวิจัยเรื่องบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้งของประเทศไทย. กรุงเทพฯ, 2546

สถาบันวิถีทรรศ. ธรรมาภิบาลกับคอรัปชั่นในสังคมไทย. กรุงเทพฯ : สถาบันวิถีทรรศน์, 2546

 

 

 

วารสาร และหนังสือพิมพ์

กองบรรณาธิการกฎหมายใหม่. “สรุปสาระสำคัญพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ.2550,” กฎหมายใหม่, (พฤศจิกายน-ธันวาคม, 2550)

วิทยากร เชียงกูล. “จะแก้ปัญหาการซื้อเสียงได้อย่างไร,” ฐานสัปดาห์วิจารณ์, (30 พฤศจิกายน-6 ธันวาคม, 2539)

 

25 September

...

Words are matter only when they reflect the acts ...    555

 

 

ไร้สาระน่า     ไร้สาระ  ไร้สาระ   555+

 

โว้ยยยยยยยยย     เบื่ออออออออออออ  กัวตกครอบครัววววววววว    

 

 ถ้าสมมุติว่าตัวเราเองมาอ่านอีกทีจะขำมั๊ยเนี่ย  5555  

28 Dezember

สุขสันต์วันคริสมาสสสส & แฮปปี้นิวเยียร์

เหอ เหอ หยุดละ
 
 
 ในที่สุดก้สอบเสร็จซะทีเย่ ๆ ๆ ๆ ดีใจมากมาย ถึงแม้จะทำไม่ค่อยได้เท่าหร่าย
 
 
110  -  ทำไม่ค่อยจาได้เลย   ย๊ากยาก
 
161  -  โอวววว   ดีกว่า 110  เยอะ
 
150  -  โอวววว  นรกกกกกก      วิชาไรวะ       เอาไรมาออกวะ     ไม่ยักกะเคยเรียน     อะไรเนี่ย     อาจารย์ย์ย์ย์   จำไว้    ออกยากชิบ   สิทธิไรเนี่ย   ไอ้ ... ออกไรมาให้ ... ทำวะ    คัยมันจาไปทำได้  โห่ววววววววววววว  แค้นนนนนนนนนนนนนนนนน   เครียดดดดดดดดดด   เซ็งงงงงงงงงง
 
113  -  เฮ้ออออออ   ดีกว่า 110 นิดหน่อย
 
EG221 - ไรเน่   สอบปีหน้าเลย   โห่ววววว   แถมสอบ 6 ม.ค. วันเกิดอีกตะหาก   เซงเรยยยยยย
 
 
หยุดมาวันนึงแล้วไม่มีไรทำเลยอ้ะ  เบื่ออออออ  พุ่งนี้กะไปราดดำริไปเอา ใบ AUA อุตส่าห์เรียนจบ แบบไม่ค่อยจะได้อะไร
 
หลักฐานของการเบื่อก้คือ การมานั่งเขียนสเปซนี่แหละ   ไม่เบื่อไม่ทำจิง ๆ อ่ะ  555
 
 
ยางงายก้สุขสันต์วันคริสมาสต์ที่ผ่านมาและวันปีใหม่ที่กำลังจามาถึงด้วยละกานนนนน
 
 
 
01 Mai

เกิดอาการอีกแล้ว ... อาการเบื่อกำเริบ

เหอะ ๆ  เพื่อน ๆทั้งหลาย  เราเบื่ออีกแล้วล่ะ  แถมเราเบื่อแบบอาการร้ายแรงด้วย  ( น่ากัวจิง ๆ ) สยองตัวเอง
 
ตอนนี้ ที่ ecc กะลังจะหมดคอร์สเรียนภาษาจีนแล้วอ่ะ เพราะว่าน้อง ๆที่เรียนด้วยเริ่มเปิดเทอมกันหมดแล้ว ทำให้ไม่มีคนจามาเรียนด้วย  เซงเจง ๆ ตอนเน้ก้เลยต้องเริ่มหาอารายทำด่วน  ไม่อยากว่างง่ะ ว่างมานานแล้ว รุสึกว่าเบื่ออออออออออออออออออออออออออออออออออออ
เราไม่ชอบเลยอ่ะ เวลาว่าง ๆ เน่   เซงมากมายอ่ะ  วันนี้ก้นั่งอยุ่เฉย ๆ หน้าทีวีได้ตั้งหลายชั่วโมง  (ก็มานไม่มีอารายให้ทำนี่หว่า ) เบื่ออ้ะเบื่ออ้ะ เบื่ออ้ะ 
 
อยากหาอารายทำบ้างอ่ะ  เหนเค้าไปทำงานกานก้อยากทำม่างอ่ะ   แต่ก้ไม่รุจาทำที่ไหนดี เวลาก้ล่วงมาป่านนี้แล้วเค้าคงไม่รับหรอก เพาะคงทำให้เค้าได้ไม่ถึงเดือน  
 
เฮ้อ  เซงจิง ๆ
 
นอนขึ้นอืดไปวัน ๆ  เล่นแต่เกม เนต ไม่มีสาระเลยชีวิต  เราเริ่มเข้าใจแล้วล่ะว่า คนเรานี่ ถ้าไม่มีอะไรทำก็คงจะอยู่ไม่ได้จิง ๆ ไม่แปลกเลยที่คนแก่บางคนที่เคยเหนในทีวีจาเบื่อตาย  อิอิ
 
แต่ยังงายก้คงต้องรอเนาะ   รอเปิดเทอม รอ ... รอทุกเรื่องอ่ะ ไง ๆเราก้ถนัดอยู่แล้วเน่ เรื่องรออ่ะ  ได้แต่รอท้างปี สุดท้ายก้ยังต้องรอ รอ รอ และ รอ  รอทั้ง ๆที่ไม่น่าจะรอ(รึป่าววะ) แต่ก้ยังรอออออออออ    เซงว่ะ  ไมชีวิตเราเปนงี้ทุกทีเลยวะ   แต่เอาเหอะ ซักวันก็คงต้องมีวันของเรา เราจะรอให้ถึงวันนั้นก็แล้วกัน 
 
จาว่าไป ตอนนี้เราถอนฟันครบ 4 ซี่แล้วล่ะ  อิอิ ในที่สุดความทรมานแห่งการถอนฟันก้ได้จากเราไปแล้วววว  ดีใจจางง  เย่ ๆ    เด๋วต่อไป ต้องไปเจอกับ ความทรมานแห่งการยัดเหล็กดัดล่ะ   น่ากัวอ่ะ  แต่ละคนนี่ขู่มาซะน่ากัวจิง ๆ อธิบายได้เห็นภาพมาก  แต่ก้เอาเหอะ เราก้คงจาต้องทนกะมานไปอีก 2 ปี เหอะ ๆ นานว่ะ
 
เขียนแค่นี้ดีกว่า ไว้วันหลังจามาเขียนใหม่น้า 
 
 
 
24 April

เหอ เหอ เบื่อว่ะ

เหอ เหอ เราไม่ได้อัพมานานแค่ไหนแล้วหว่า ก้คงประมาณนั้นแหละ แป๊บเดียวเอง 555 ปามาน 2 เดือนก่าๆ  55+
 
 
เรามาอัพเน่ก้ไม่ได้มีอารายจาเขียนมากมายหรอก เหอะ ๆ ปิดเทอมก้เบื่อ ๆอ่ะ   ไม่ค่อยมีอารายทำ
 
หรือว่ามีเยอะไปจนเบื่อหว่า  55+
 
ส่วนมากก็ต้องนั่งคัดภาษาจีน เฮ้อ   เยอะว่ะ  จำไม่หมดซะที ทำไมมันเยอะขนาดเน้ ตัวอะไรก้ไม่รู้ ยึกยือ ยึกยือ เต็มไปหมดเลย
 
แล้วก้ต้องนั่งซ้อมเปียโนอีก  โห่ววว  ฝีมือเน่  ไม่ถึงไหนซะที  ยางห่วยเหมือนเดิมมมมมม  แต่ก้นั่นแหละนะ ก้คนมานซ้อมบ้างไม่ยอมซ้อมบ้างเน่  เบื่อตัวเองว่ะ ขี้เกียจจิง ๆ  แต่ขี้เกียจก้มีข้อดีนะ  สบายดีไง 55+
 
อย่างอื่นที่ดี ๆก้มีบ้าง   เช่น  เราสอบใบขับขี่ผ่านแล้นนนน    โอ้เยสสสส   คัยมาอ่านอย่าลืมมาดีใจกะเราล่า
 
ถึงจามีอารายทำแล้วแต่ก้ยังเบื่ออยู่ดีอ้ะ  เพราะมันเยอะเกินปายยยย   ทำไม่หวายยยย   (อารายของเราวะ เยอะไปก้บ่น น้อยไปก้บ่น 55+)
 
ตอนเน้ เรากะลังอยู่ในช่วงเตรียมตัวกะเตรียมใจเพื่อการดัดฟันล่ะ  อาทิตย์ที่แล้วก้ไปถอนฟันด้วยยยยย  เจ็บง่ะ T_T น่าสงสารน้ออออ       เด๋วพุ่งนี้ก้ต้องไปถอนอีกอ้ะ   น่าสงสารเราเจง ๆ  เฮ้อออออ  ถ้าแม่ไม่อยากให้ทำเนี่ย ไม่ทำนะเนี่ย 
แต่เหนว่าแม่อยากให้ทำ ก้เลยยอมทำ   เพราะเราเปนลูกที่ดีของแม่ อิอิ
 
ตอนเน้อ่านหนังสืออยู่เรื่อง ธุลีปริศนาล่ะ  เอาไว้อ่านก่อนนอน อ่านแล้วหลับสบายยยยยยยยยยย    อ่านปุ๊ปหลับปั๊บ สบายดีจิง ๆ แต่หลัง ๆประสาทเริ่มแข็ง อ่านแล้วไม่ยอมหลับ ( ไรเนี่ย เซงเลยยยย ) อ่านไป 2 เล่มและ กำลังอ่านเล่ม 3 ซึ่งเปนเล่มสุดท้ายอยุ่  อิอิ  อ่านจบแล้วจาทำไรต่อดีเน่ เพื่อให้นอนหลับบบบบสบายยยยยย   55+
 
 
ก้เขียนแค่นี้ดีก่า  ไว้มีอารายแล้วจามาอัพไดใหม่น้า     
 
 
 
13 März

ขอต้อนรับเข้าสู่ space ของตั้ม

ทุก ๆ คน  ตอนนี้ตั้มกำลังพยายามทำสเปซอยู่   
 
ก่อนอื่นก็ขอแนะนำตัวก่อนเลยนะครับ
 
ผมคือ
 
นายธนัสม์ จิตมหาวงศ์
 
หรือ
 
ตั้ม
 
โรงเรียนต้นสังกัดคือ
 
โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา
 
มหาวิทยาลัยที่กำลังจะไปสังกัดคือ
 
มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
 
ตอนนี้ตั้มก็มีแค่นี้อ่ะ
 
แต่ต่อไปจะพยายามเพิ่มขึ้นเรื่อย  ๆ น้า
 
ตั้มก็ขอฝากสเปซนี้ไว้ด้วยจะครับ
 
ขอบคุณคร้าบบบบ